1. จงอธิบายคำศัพท์ด้านความมั่นคงทางคอมพิวเตอร์ต่อไปนี้
1.1. Confidentiality หมายถึง
ข้อมูลสามารถเข้าถึงได้เฉพาะที่ได้รับอนุญาตให้มีการเข้าถึง
เป็นการรับรองว่าจะมีการเก็บข้อมูลไว้เป็นความลับ
และผู้ที่มีสิทธิ์เท่านั้นจึงจะเข้าถึงข้อมูลนั้นได้
เนื่องจากข้อมูลบางอย่างในองค์กรมีความสำคัญ
และไม่สามารถเปิดเผยต่อบุคคลภายนอกองค์กรได้
1.2. Integrity หมายถึง
ความถูกต้องและครบถ้วนของข้อมูลและการประมวลผลวิธีการคุ้มครอง
เป็นสารสนเทศและโปรแกรมการใช้งานมีการเปลี่ยนแปลงภายใต้การควบคุมและตามสิทธิที่ได้รับ
และการที่ระบบฯมีสมรรถนะตามที่ควรจะเป็นและไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ
โดยไม่ได้รับอนุญาต สารสนเทศรวมทั้งระบบฯมีความถูกต้องและการเปลี่ยนแปลงแก้ไขใดๆที่เกิดขึ้นล้วนเป็นไปตามสิทธิในการเข้าถึงและการแก้ไขข้อมูลตามที่กำหนดไว้
1.3.
Availability หมายถึง
สารสนเทศที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงได้โดยผู้ใช้เมื่อจำเป็น ซึ่งระบบอยู่ในสภาพพร้อมที่ให้บริการได้ตลอดเวลา
แม้ระบบจะมีช่วงการหยุดให้บริการตามกำหนดการ ก็เป็นที่ยอมรับได้ เช่น
การหยุดบริการเพื่อเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงระบบ
แต่ไม่นับการหยุดให้บริการโดยไม่มีการวางแผนล่วงหน้า
อันเป็นผลมาจากความล้มเหลวขององค์ประกอบใดๆในระบบ ได้แก่ คอมพิวเตอร์ไม่ทำงาน เพราะฮาร์ตแวร์หรือซอฟท์แวร์ผิดปกติ,เครือข่ายถูกโจมตีโดยไวรัส เป็นต้น
1.4.
Digital Signature หมายถึง การลงนามอิเลคทรอนิคส์ที่สามารถใช้ในการรับรองเอกลักษณ์ของผู้ส่งข่าวสารหรือผู้ลงนามเอกสาร
และความเป็นไปได้ในการทำความมั่นใจว่าเนื้อหาดั้งเดิมของข่าวสารหรือเอกสารที่ได้รับการส่งไม่มีการเปลี่ยนแปลง
เพื่อยืนยันว่าเอกสารนั้นถูกต้อง ไม่มีการดัดแปลงแก้ไขโดยบุคคลภายนอก
เป็นวิธีเพิ่มความปลอดภัยนอกเหนือจากการเข้ารหัส
และตรวจสอบความถูกต้องให้กับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เอกสารลับ บัตรเครดิต
และเงินแบบดิจิตอล
1.5. RootKit หมายถึง ชุดโปรแกรมที่ใช้เป็นเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้
หลังจากที่เราสามารถแอ็กเซสเข้าในระบบคอมพิวเตอร์ที่ต้องการได้แล้ว
โปรแกรมพวกนี้จะพยายามหลบซ่อนทั้งโพรเซสทั้งไฟล์
ทั้งข้อมูลต่างๆที่จำเป็นต้องใช้ให้หลุดรอดจากตรวจจับของเจ้าของระบบ เพื่อที่จะทำให้ตัวเองนั้นยังสามารถแอบอยู่ในระบบได้ต่อไป
2. ให้นักศึกษาอธิบายหลักการกำแพง 5 ชั้นหรือ 5 Defensive Wall พร้อมทั้งยอกตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้หรือวิธีการในแต่ละชั้นมาให้ละเอียและเข้าใจมากที่สุด
2.1 Defensive Walls 1 : Blocking network-based attacks เป็นการปิดกั้นการโจมตีเครือข่ายที่ใช้ ได้แก่
- ตรวจจับการบุกรุกและการป้องกันระบบ
- การค้นพบและบรรเทาสาธารณภัย
- ไฟล์วอลล์และป้องกันไวรัสเกตเวย์
- การรักษาความปลอดภัยการกรองเว็บ
- บริการรักษาความปลอดภัยการจัดการ
- การรักษาความปลอดภัย อีเมล์/ ป้องกันสแปม
- เครื่องมือ DDos
2.2 Defensive Walls 2 : Blocking host-based attacks เป็นการปิดกั้นการโจมตีโฮสต์ที่ใช้ ได้แก่
- เป็นเจ้าภาพการบุกรุกระบบป้องกัน
- กำจัดสปายแวร์
- ไฟร์วอลล์และการสแกนส่วนบุคคลและระบบที่ถูกบล็อก
- ป้องกันไวรัสส่วนบุคคล
2.3 Defensive Walls 3 : Vulnerability remediation เป็นการปิดช่องโหว่ ได้แก่
- การบริหารจัดการความเสี่ยงและการทดสอบการรุก
- การกำหนดค่าและการปฏิบัติตามการจัดการ
- โปรแกรมการทดสอบความปลอดภัย
2.4
Defensive Walls 4 : Authorized user support เป็นการสนับสนุนผู้ใช้ที่ได้รับอนุญาต
ได้แก่
- ID และการเข้าถึงการบริหารจัดการ
- การเข้ารหัสไฟล์
- การสื่อสารที่มีความปลอดภัย
-PKI เป็นระบบป้องกันข้อมูลวนการสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
- เครือข่ายเสมือนจริง
- การรักษาความปลอดภัยการเข้าถึงระยะไกล
- การตรวจสอบที่มั่นคง
2.5 Defensive Walls 5 :
Business enhancement tools เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจ ได้แก่
- การจัดการข้อมูลที่มีความปลอดภัย
- หาการทุจริตในการทำธุรกรรม
- การพัฒนาทักษะการรักษาความปลอดภัย
- เครื่องมือนิติ
- เครื่องมือการปฏิบัติตามกฎระเบียบ
- เข้าสู่ระบบการบริหารจัดการ -การสำรองข้อมูล
3.
ให้นักศึกษาอธิบายกระบวนการพัฒนาความมั่นคงให้กับระบบสารสนเทศ (Information
Security Process) ดังรูปด้านล่าง
โดยให้เขียนแสดงความเข้าใจของนักศึกษาให้มากที่สุด เช่น ยกตัวอย่างอุปกรณ์ หรือ
กรณีศึกษาประกอบ
It security as process คือ
กระบวนการรักษาความปลอดภัยแบบไอที เริ่มจากการมีส่วนร่วมของผู้บริหารสูงสุด
จะต้องมีบุคคลที่มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นผู้รับผิดชอบ
ในการวิเคราะห์ความเสียงและได้กำหนดนโยบายในเรื่องของความปลอดภัย
โดยนโยบายความปลิดภัย มีอยู่ 3 นโยบาย คือ
1. การควบคุมทางกายภาพ ซึ่งจะมี การเลือกใช้สาย, การเลือกตำแหน่งของอุปกรณ์รักษาความปลอดภัย, การควบคุมการเข้าถึง
2 การควบคุมการบริหารงาน ซึ่งจะมี การฝึกอบรม, เปลี่ยนการควบคุม, การควบคุมที่มีประสิทธิภาพของการใช้งานเครือข่าย
3 การควบคุมทางด้านเทคนิค ซึ่งจะมี การจัดเตรียมการซับซ้อน, ความปลอดภัยการเข้าถึงระยะไกลเทคโนโลยีการเข้ารหัส, ไฟล์วอลล์, การป้องกันไวรัส, การควบคุมปริมาณ ตรวจจับการบุกรุก
โดยทั้ง 3 นโยบายที่จะนำมาใช้ในการปฏิบัติงานประจำวันขององค์อร
เมื่อการปฏิบัติงานที่ประจำมีการเปลี่ยนแปลงก็จะนำไปวิเคราะห์ความเสียงใหม่อีกครั้ง
จากนโยบายทั้ง 3 นโยบาย
จนกว่าจะมั่นใจวระบบรักษาความปลอดภัยที่สร้างขึ้นมามีความปลอดภัยที่แน่นอน
หลังจากนั้นนำมาตรวจสอบและประเมินวงจรที่กำหนดไว้โดยให้เจ้าหน้าที่จากภายนอกองค์กรมาแฮ็กข้อมูลถ้าไม่สามารถแฮ็กได้หมายความว่าระบบรักษาความปลอดภัยที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพมากพอที่จะนำไปใช้ในการรักษาความปลอดภัยระบบ
4. ให้นักศึกษากล่าวถึงรายละเอียดของ Malware ต่อไปนี้พร้องทั้ง กล่าวถึง วิธีป้องกันแก้ไขปัญหาจากMalware ดังนี้
4.1. Viruses
computer
Virus
Computer โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้นมา
เพื่อก่อกวนทำลายระบบคอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลชุดคำสั่ง หรืออุปกรณ์ต่างๆ
เช่น แผ่นดิสก์ ฮาร์ดดิสก์ หน่วยความจำคอมพิวเตอร์
และเป็นโปรแกรมที่สามารถกระจายจากคอมพิวเตอร์ตัวหนึ่ง
ไปยังคอมพิวเตอร์อีกตัวหนึ่งได้โดยผ่านระบบสื่อสารคอมพิวเตอร์ เช่น โดยผ่านทาง
แผ่นบันทึกข้อมูล (Diskette) หรือระบบเครือข่ายข้อมูล
อาการของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดไวรัส
- การทำงานของคอมพิวเตอร์ช้ากว่าปกติ
- คอมพิวเตอร์หยุดทำงานโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ข้อมูลหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ส่งเสียง หรือข่าวสารแปลกออกมา
- ไดร์ฟ หรือฮาร์ดดิสก์หยุดทำงานโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ไฟล์ในแผ่นดิสก์ หรือฮาร์ดดิสก์ถูกเปลี่ยนเป็นขยะ
ประเภทของไวรัสคอมพิวเตอร์ (แบ่งตามวิธีการติดต่อ)
1. boot sector viruses จะ copy ตัวมันเองลงบน แผ่น diskette และลงบน boot
sector ของhard disk (boot sector คือตำแหน่งที่เก็บคำสั่งที่จำเป็นต้องใช้เวลาเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์)
เมื่อเราเปิด หรือreboot เครื่องคอมพิวเตอร์ boot
sector viruses ติดต่อได้เพียงจากแผ่น diskette เท่านั้น แต่จะไม่ติดต่อเวลาใช้ไฟล์หรือโปรแกรมร่วมกัน ทุกวันนี้ boot
sector viruses ไม่แพร่หลายเหมือนแต่ก่อน
เพราะส่วนมากเดี๋ยวนี้เราจะ boot เครื่อง
คอมพิวเตอร์จาก hard disk เป็นส่วนใหญ่
2. program viruses จะติดต่อกับ executable
files ซึ่งได้แก่ไฟล์ที่ลงท้ายด้วย .COM หรือ .EXE และยังสามารถติดต่อไปยังไฟล์อื่นๆซึ่งโปรแกรมที่ลง
ท้ายด้วย .COM หรือ .EXE เรียกใช้
ไฟล์เหล่านี้ได้แก่ ไฟล์ที่ลงท้ายด้วย .SYS, .DLL, .BIN เป็นต้น
3. macro viruses จะติดต่อกับไฟล์ซึ่งใช้เป็น ต้นแบบ (template) ในการสร้างเอกสาร (documents หรือ spreadsheet) หลังจากที่ต้นแบบในการใช้สร้างเอกสารติดไวรัสแล้ว ทุกๆ
เอกสารที่เปิดขึ้นใช้ด้วยต้นแบบอันนั้นจะเกิดความเสียหายขึ้น
6 วิธีในการป้องกันไวรัส
แม้ว่าจะมีไวรัสหลายพันชนิด
แต่ไวรัสส่วนใหญ่อยู่ในห้องทดลองคอมพิวเตอร์ มีไวรัสเพียงประมาณ 500 กว่าชนิดที่ยังอาละวาดอยู่
และส่วนใหญ่ไวรัสเหล่านี้แทบจะไม่มีอันตรายต่อคอมพิวเตอร์และข้อมูล
เพียงแต่อาจจะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานช้าลงด้วยการแย่งใช้หน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์
เป็นต้น อย่างไรก็ตามมีวิธีง่ายๆ 6 วิธีที่จะช่วยป้องกันเครื่องคอมพิวเตอร์และข้อมูลจากไวรัส
1. ใช้โปรแกรมตรวจจับและกำจัดไวรัส (anti-virus) อย่างไรก็ตามไม่มีโปรแกรมตรวจจับและกำจัดไวรัส โปรแกรมใดสมบูรณ์แบบ
การเตือนที่ผิดพลาดว่ามีไวรัสก่อให้เกิดความรำคาญพอๆกับตัวไวรัสเอง
อย่าลืมว่าจะต้อง update โปรแกรมที่ใช้ตรวจจับและกำจัดไวรัสอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ครอบคลุมถึงไวรัสชนิดใหม่ๆ
2. scan ทุกไฟล์บนดิสเกตต์และ CD-ROM ก่อน นำลง hard disk
3. scan ทุกไฟล์ที่ download มาจาก internet
4. scan ไฟล์หรือโปรแกรมที่ติดมากับ e-mail ก่อนที่จะเปิดอ่านหรือเก็บลงบน hard disk
5. เก็บเอกสารในรูปของ ASCII Text
Mode หรือ Rich Text Format (RTF) โดยเฉพาะเอกสารที่ใช้ ร่วมกันบน network ทั้งสอง format จะไม่ save ส่วนที่เป็น macro ลงพร้อมกับเอกสารด้วยซึ่งทำให้ ปลอดภัยจาก macro viruses
6. back up ข้อมูลและโปรแกรมบนเครื่องคอมพิวเตอร์
อย่างสม่ำเสมอ และที่สำคัญอย่าเก็บ back up ไว้ใน hard
disk อันเดียวกันกับข้อมูลและโปรแกรมจริง
4.2. Spyware
& Adware
Spyware เป็นโปรแกรมที่แฝงมาขณะเล่นอินเตอร์เน็ตโดยจะทำการติดตั้งลงไปในเครื่องของเรา
และจะทำการเก็บพฤติกรรมการใช้งานอินเตอร์เน็ตของเรา รวมถึงข้อมูลส่วนตัวหลาย ๆ
อย่างได้แก่ ชื่อ - นามสกุล , ที่อยู่ ,
E-Mail Address และอื่น ๆ ซึ่งอาจจะรวมถึงสิ่งสำคัญต่าง ๆ เช่น Password หรือ หมายเลข บัตรเครดิตของเราด้วย นอกจากนี้อาจจะมีการสำรวจโปรแกรม
และไฟล์ต่าง ๆ ในเครื่องเราด้วย นอกจากนี้อาจจะมีการสำรวจโปรแกรม และไฟล์ต่าง ๆ
ในเครื่องเราด้วย และ Spyware นี้จะทำการส่งข้อมูลดังกล่าวไปในเครื่องปลายทางที่โปรแกรมได้ระบุเอาไว้
ดังนั้นข้อมูลต่าง ๆ ในเครื่องของท่านอาจไม่เป็นความลับอีกต่อไป
Adware เป็นศัพท์เทคนิคมาจากคำว่า Advertising Supported
Software แปลเป็นไทยได้ว่า"โปรแกรมสนับสนุนโฆษณา"
โดยบริษัทต่าง ๆ จะพยายาม โฆษณาสินค้าของตนเอง เพื่อที่จะได้ขายสินค้านั้น ๆ
ตัวอย่างเช่น ถ้าเราลองไปดาวน์โหลดโปรแกรมฟรีตามเว็บต่าง ๆ
เราก็จะเห็นโฆษณาสินค้าปรากฏขึ้นมาบ่อย ๆ
ถ้าเราอยากให้โฆษณานั้นหายไปก็ต้องเสียเงินค่าลิขสิทธิ์ เพื่อไม่ให้มีโฆษณาขึ้นมากวนในอีกต่อไป
โทษของ Adware & Spyware
- ส่งข้อมูลต่าง ๆ ของเราไปให้ทางบริษัท โดยที่เราไม่รู้ตัว
- โปรแกรมถูกรันให้ทำงานในคอมพิวเตอร์ ทำให้เกิดอาการแฮงค์
เปลืองแมมโมรี่ หรือ เปิดโปรแกรมบางตัวไม่ได้ เพราะแมมโมรี่ไม่พอ
หรือบางที่เปิดคอม ฯ ไม่ติดเลยก็มี
- บางครั้ง Adware & Spyware จะตั้งค่าต่าง ๆ ในระบบเช่น ค่าเว็บไซต์แรกที่เราเปิดใน Internet
Explorer หรือ Netscap Navigator
- บางครั้งถ้าติด Adware & Spyware ตั้งค่าโมเด็มให้หมุนหมายเลขโทรศัพท์ต่างประเทศ
ทำให้เสียค่าโทรศัพท์ในอัตราสูง
วิธีการป้องกันเพื่อไม่ให้ถูกโจมตีจากสปายแวร์
- ติดตั้งโปรแกรม Anti-Spyware ไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้ Anti-Spyware ตรวจหาSpyware ในเครื่องคอมพิวเตอร์
เเละเตือนให้เราทำการลบ
- ไม่ดาว์นโหลดไฟล์ข้อมูลหรือโปรแกรมจากเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ
- ตรวจ สอบ Update โปรแกรม Antivirus เนื่องจากปัจจุบันมีการสร้าง โปรแกรมประเภท Virusหรือ สปายแวร์ออกมาเผยแพร่ภายในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตอยู่ตลอดเวลาทำให้บางครั้ง
หากการ Updateหรือปรับปรุง antivirus program หรือ Anti-Spyware อย่างไม่สม่ำเสมอหรือนานๆครั้ง ก็อาจถูกโจมตีจากVirus หรือ Spyware ได้เช่นกัน
4.3. Dos,
Ddos
DoS Attack
(Denial of Service) หมายถึง
การขัดขวางหรือก่อกวนระบบเครือข่ายหรือ Server จนทำให้เครื่อง Server หรือเครือข่ายนั้นๆไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ ซึ่งการโจมตีด้วยวิธีการ DoS
Attack (Denial of Service) นั้นโดยทั่วไปนั้นจะกระทำโดยการใช้ทรัพยากรของ Server ไปจนหมด ยกตัวอย่างเช่น การส่ง Packet TCP/SYN เข้าไปหาเครื่องเป้าหมายโดยใช้ IP address ที่ไม่มีอยู่จริงในการติดต่อ
ทำให้เครื่องเป้าหมายนั้นต้องสำรองทรัพยากรไว้ส่วนหนึ่งเพื่อรองรับการเชื่อม
ต่อที่กำลังจะเกิดขึ้น(ซึ่งไม่มีทางเกิดขึ้น)ดังนั้นเมื่อมีการเชื่อมต่อในรูปแบบนี้เข้ามามากเรื่อยๆ
จะทำให้เครื่องเป้าหมายนั้นเกิดการใช้ทรัพยากรไปจนกระทั่งหมดและยุติการให้บริการในที่สุด
DDoS (Distributed
Denial of Service) คือการโจมตีในรูปแบบเดียวกันกับ DoS แต่จะต่างกันตรงที่ว่าจะใช้หลายๆ
เครื่องช่วยในการทำซึ่งจะให้ผลลัพธ์ที่เป็นอันตรายและรวดเร็วมากกว่าการทำโดยใช้เครื่องเดียวมากนัก
การโจมตีด้วยวิธีการ DDoS (Distributed Denial of Service) นี้นั้นการป้องกันเป็นไปได้ยากเพราะเกิดขึ้นจากหลายๆที่และหลายๆจุดซึ่งการโจมตีด้วยวิธีการ DDoS นี้นั้นจะเกิดขึ้นจากการที่ใช้Bots ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ทำหน้าที่บางอย่างโดยอัตโนมัติ
เข้าไปฝังตัวอยู่ที่เครื่อง Computer ของเหยื่อโดยจะเปลี่ยนให้ computer เครื่องนั้นกลายเป็น Zombies เพื่อที่จะรอรับคำสั่งต่างๆจากผู้โจมตีโดยผ่านช่องทางต่างๆเช่น IRC เป็นต้น
การป้องกันการถูกโจมตีระบบเครือข่าย
- การโจมตีที่เกิดขึ้นมักจะทำให้เกิดการใช้งานแบนด์วิดธ์จนเต็มที่
เช่น SYN flood ถ้าหากทำการกรองแพ็คเก็ตที่ ISP ได้ ก็จะสามารถลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้
- ติดตั้ง hardware ที่มีขีดความสามารถสูงไว้ระหว่างเครือข่ายของท่านกับของระบบที่ต้องการป้องกัน
เช่น การติดตั้งอุปกรณ์สวิทช์หรือเราเตอร์ประสิทธิภาพสูงที่สามารถทำ filtering รวมไปถึงการมีฟังก์ชั่น DoS Attack Protection ได้อุปกรณ์สวิทช์ Allied Telesyn รุ่น AT-8524M และรุ่น AT-9424T ดังกล่าวมีฟีเจอร์ที่สามารถป้องกันการโจมตีโดย Denial
of Service (DoS) เช่น Smurf, SYN Flood,
Teardrop, Land, IP Option, Ping of Death และฟังก์ชั่นอื่น ๆ
ที่น่าสนใจ ซึ่งจะกล่าวถึงในคราวถัดไป
- โดยปกติการโจมตีแบบ DoS ผู้โจมตีมักจะโจมตีไปยังเป้าหมายโดยระบุเป็น IP
address โดยตรง ไม่ได้ผ่านการทำ DNS lookup มาก่อน ดังนั้นเมื่อเกิดการโจมตีขึ้น
ยังสามารถหาหนทางหลบหลีกการโจมตีดังกล่าวได้ 2 วิธีคือ 1.เปลี่ยน IP address เมื่อเกิดการโจมตี
2.เปลี่ยน IP address ไปเรื่อย ๆ
แม้จะไม่มีการโจมตี ซึ่งการกระทำทั้งสองรูปแบบก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน
ในรูปแบบแรกจะต้องมีระบบตรวจจับที่ดี
สามารถแจ้งเตือนผู้ดูแลระบบให้สามารถปรับเปลี่ยน IP address ได้อย่างรวดเร็ว จะเห็นว่ามีช่องว่างระหว่างการดำเนินงานอยู่
แต่ก็มียังมีข้อดีที่ผู้โจมตีจะไม่สามารถรู้แทกติกนี้จนกว่าจะเริ่มโจมตี
ในขณะที่วิธีที่สองจะมีความยากลำบากในการเริ่มโจมตีมากกว่า
4.4.
Worm
Worm (หนอนอินเตอร์เน็ต) เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์
เช่นเดียวกับโปรแกรมไวรัส
แต่แพร่กระจายผ่านเครือข่ายไปยังคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เครื่องอื่น ๆ
ที่ต่ออยู่บนเครือข่ายด้วยกัน ลักษณะการแพร่กระจายคล้ายตัวหนอนที่เจาะไชไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ต่าง
ๆ แพร่พันธุ์ด้วยการคัดลอกตัวเองออกเป็นหลาย ๆ โปรแกรม
และส่งต่อผ่านเครือข่ายออกไป และสามารถแพร่กระจายผ่านทางอีเมล์ได้ ไม่ว่าจะเป็น Outlook
Express หรือ Microsoft Outlook เช่น เมื่อมีผู้ส่งอีเมล์และแนบโปรแกรมติดมาด้วย ในส่วนของ Attach
file ผู้ใช้สามารถคลิ๊กดูได้ทันที
การคลิ๊กเท่ากับเป็นการเรียกโปรแกรมที่ส่งมาให้ทำงาน ถ้าสิ่งที่คลิ๊กเป็นเวิร์ม
เวิร์มก็จะแอกทีฟ และเริ่มทำงานทันที
โดยจะคัดลอกตัวเองและส่งจดหมายเป็นอีเมล์ไปให้ผู้อื่นอีก
วิธีการป้องกัน
- สำหรับผู้ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส ถ้าใช้งานระบบปฏิบัติการวินโดวส์ ME หรือ XP ให้ทำการ disable System Restore ก่อน
- ปรับปรุงฐานข้อมูลไวรัสใหม่ล่าสุดจากเว็บเพจของบริษัทเจ้าของโปรแกรมป้องกันไวรัสที่ท่านใช้
หรือ ติดต่อบริษัทที่ท่านติดต่อซื้อโปรแกรมป้องกันไวรัส
- รีสตาร์ทเครื่องให้เข้าในระบบแบบ Safe
Mode โดยในระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 95/2000/XPให้กด F8 ระหว่างการบูตเครื่อง
และระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 98/ME ให้กดปุ่ม Ctrl
- สแกนไวรัสด้วยโปรแกรมป้องกันไวรัสที่ได้รับการบรับปรุงฐานข้อมูลไวรัส
หลังจากการสแกนโปรแกรมป้องกันไวรัสจะทำการลบไฟล์ตัวหนอนออกจากระบบทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วในข้างต้น
4.5.
Botnet
BotNet คือ การโจมตีให้เกิดความเสียหายกับคอมพิวเตอร์นั้นๆ ผ่านอินเตอร์เน็ต
โดยใช้หลักการง่ายๆ อันดับแรก ผู้โจมตี จะส่งพวกมัลแวร์ต่างๆ
เข้าไปในเครื่องของผู้ใช้งานทั่วไป เมื่อมีจำนวนมากๆแล้ว ผู้โจมตีสามารถสั่งให้เครื่องของผู้ใช้งานทั่วไป
ทำการยิงเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นๆ ได้
ผลที่ตามมา คือ หากเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นๆ
มีความเร็วอินเตอร์เน็ตต่ำ อินเตอร์เน็ตจะใช้งานไม่ได้
เพราะโดนส่งข้อมูลจำนวนมากเข้ามา (เรียกกันว่า เต็มท่อ)
วิธีการระวังตัวให้ปลอดภัยจาก BOTNET
- หมั่น Update ซอร์ฟแวร์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ เช่นผู้ใช้ Microsoft
Windows ต้องคอย update patch ด้วย Windows
update
- เปิด Personal Firewall เช่น WindowsFirewall ที่มีอยู่แล้วในเครื่อง
- ไม่ติดตั้งโปรแกรมที่ไม่รู้ที่มาเช่น โปรแกรมแครกต่างๆ
- หาโปรแกรมแอนตี้ไวรัสมาติดตั้งที่เครื่อง และคอยUpdate เสมอ